ฝึกสุนัข

 

trainingdog

การฝึกสุนัข

สุนัขที่ไม่ได้รับการฝึกอาจกลายเป็นสุนัขก้าวร้าวและเป็นอันตรายกับเจ้าของได้ เจ้าของควรเริ่มฝึกสุนัขตั้งแต่ยังเล็กๆจะง่ายกว่า โดยฝึกให้คุ้นเคยกับการรับคำสั่ง การเดินโดยใช้สายจูง การเล่นเกม สุนัขที่ได้รับการฝึกตั้งแต่เล็กถ้าพฤติกรรมที่ไม่ดีตอนโตจะแก้ไขได้ง่ายกว่าสุนัขที่ไม่ได้รับการฝึกให้เชื่อฟังคำสั่ง

เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มฝึก


คุณไม่ควรจริงจังกับการฝึกสุนัขมากนัก ถ้าสุนัขอายุยังไม่ถึง 7-8 เดือน นักจิตวิทยาสัตว์บางคนบอกว่า ลูกสุนัขบางตัวสามารถเริ่มฝึกได้เมื่ออายุตั้งแต่ 7 สัปดาห์ แล้วเทคนิคต่าง ๆ ค่อย ๆ สอนภายหลัง แต่ จริง ๆ แล้วเรื่องของเทคนิคต่าง ๆ ปล่อยให้นักฝึกสุนัขอาชีพเป็นผู้ฝึกดีกว่า ขณะที่ลูกสุนัขของคุณยังอยู่ในช่วงต้น ๆ ของความเป็นลูกสุนัข ตั้งใจเอาชนะใจมันให้ได้ มันจะรักและนับถือคุณ การฝึกพื้นฐานจะเริ่มได้เมื่ออายุ 3-4 เดือน ช่วงอายุนี้ควรฝึกให้เดินสวยขณะที่คุณจูง นั่ง นอน ตามคำสั่ง และเข้ามาหาคุณเวลาคุณเรียกมัน

คุณมีส่วนในการฝึก


คุณต้องมีความอดทนในการชี้แจงให้สุนัขเข้าใจว่าแต่ละคำที่คุณออกคำสั่งนั้นหมายถึงอะไร ทำมันด้วยมือหรือเชือกจูงสำหรับฝึกก่อน ทำให้มันแน่ใจในคำสั่งด้วยเสียงของคุณ สอนมันเป็นประจำทุกวันถึงสิ่งที่คุณต้องการจะให้มันรู้ ทบทวนคำสั่งพร้อมกับแสดงอาการประกอบ สาธิตให้มันดูซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้สุนัขได้มีโอกาสรับรู้จดจำไว้
เมื่อมันเริ่มเรียนรู้ให้ใช้เพียงคำพูดเป็นคำสั่งโดยไม่ต้องออกท่าทาง จ้ำจี้จ้ำไชกับมันบ่อย ๆ เมื่อมันทำผิดก็แก้ไขมันมันถูก แรก ๆ ก็ใจดีกับมันก่อน แล้วค่อย ๆ เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าของการฝึก อย่าหมดความอดทนหรือฉุนเฉียวเสียก่อน อย่าตีมันด้วยมือหรือเชือกจูงขณะที่ฝึก เพียงแค่คุณดุมันหรือว่ามันก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว
เมื่อสุนัขทำในสิ่งที่คุณต้องการ ชมเชยมันพร้อมกับลูบหลังมันไปด้วย อย่าตบรางวัลสุนัขด้วยขนมหรือปฏิบัติกับมันดีเกินไปขณะฝึก สุนัขที่ชินกับนิสัยการรับรางวัลเช่นนี้จะไว้ใจไม่ค่อยได้ เพราะว่ามันจะไม่ค่อยยอมทำอะไรถ้าไม่ได้กลิ่นขนมหรือของรางวัล ถ้าหากฝ่าฝืนคำสั่งหรือทำอย่างไม่ค่อยเต็มใจ (เหลวไหล) คุณควรจะพูดกับมันดี ๆ ต่อไปมันจะดีขึ้นเรื่อย ๆ


เสียงที่ใช้ฝึก


เมื่อคุณฝึกสุนัขให้ใช้เสียงในการออกคำสั่งที่แข็งขันและชัดเจน ครั้งแรกคุณออกคำสั่งไปแล้วต้องยืนกรานคำสั่งเดิมไปจนกระทั่งมันเชื่อฟัง หรือแม้แต่จะฉุดมันให้มาฟังคุณก็ตามที มันต้องเรียนรู้ว่าการฝึกนั้นต่างจากการเล่น เมื่อใดที่มีการออกคำสั่งมันต้องเชื่อฟังไม่ว่าจะมีอะไรมาทำให้วอกแวกก็แล้วแต่ จงจำไว้ว่าน้ำเสียงและน้ำหนักเสียงของคุณ (ต้องไม่ดังลั่น) จะมีอิทธิพลต่อสุนัขเป็นส่วนใหญ่ ต้องพูดด้วยคำพูดที่เน้นหนักแน่น ในการใช้คำพูดระหว่างฝึกจำกัดคำสั่งของคุณให้ใช้คำเพียงแค่ 2-3 คำ ถ้าเป็นไปได้ก็อย่าเปลี่ยนคำสั่ง มันเป็นการดีที่สุดถ้าจะมีผู้ฝึกสุนัขเพียงคนเดียว คนอื่น ๆ อาจใช้คำสั่งแตกต่างกันออกไป วิธีฝึกก็ต่างไปซึ่งอาจทำให้สุนัขสับสนได้ สุนัขที่ได้ยินคำสั่งประเภท "มานี่" "มาหาหน่อย" "เร็ว ๆ เข้า" หรือคำสั่งทำนองนี้แต่มีความต้องการเดียวกันคือให้มันมาหา ถ้าคุณใช้คำสั่งมากมายขนาดนี้มันจะสับสนมาก ให้ใช้คำไหนคำนั้นดีที่สุด

บทเรียนที่ใช้ฝึก


การฝึกเป็นงานหนักทั้งสุนัขและผู้ฝึก สุนัขเล็ก ๆ ใช้เวลาฝึกในช่วงหนึ่งได้ไม่เกิน 10 นาที ก็จะไม่อยากฝึกต่อดังนั้นควรจำกัดอย่าให้บทเรียนบทแรกยาวเกินไปนัก แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาไปเป็นระยะจนกระทั่งถึง 30 นาที คุณเองก็อาจพบได้ว่าคุณก็เริ่มหมดความอดทนเหมือนกันเมื่อใกล้ ๆ จะหมดเวลาฝึก เมื่อคุณรู้สึกว่าคุณอารมณ์ไม่ดีให้หยุดฝึก ใช้เวลาที่เหลืออยู่ทบทวนบทเรียนเก่า ๆ ไปก่อน และก่อนหรือหลังบทเรียนควรมีช่วงเวลาพักเล่นด้วยไม่ใช่เล่นระหว่างเรียน แม้แต่สุนัขที่เด็กที่สุดก็จะเรียนรู้ได้เองว่าเวลาที่ต้องเรียนนั้นเป็นช่วงที่ต้องเคร่งครัดจริงจัง ส่วนความสนุกจะตามมาหลังจากนี้
อย่าใช้เวลาในการฝึกช่วงแรก ๆ มากนัก มิฉะนั้นสุนัขก็จะเบื่อ พยายามจบบทเรียนในช่วงที่ดี ๆ ถ้าหากสุนัขไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณต้องการนั้นเป็นเพราะคุณไม่สามารถทำให้มันจดจำได้ดีพอ

เครื่องมือในการฝึก

 

  1. เชือกที่ใช้จูงสุนัข ใช้เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า "ตัวนำ" ดังนั้นเราจะใช้คำนี้แทน ตัวนำ ที่ดีที่สุดสำหรับฝึกนั้นเป็นผ้าทอหรือสาน ยาว 6 ฟุต ส่วนใหญ่ใช้สีทึม ๆ มอ ๆ หรือจะใช้เป็นหนังขนาดเท่ากัน หรือจะใช้แบบเป็นสีสันก็มีใช้กันอยู่บ้าง แล้วแต่คุณจะเลือก
  2.  ต้องใช้ปลอกคอฝึกสุนัขควบคู่ไปด้วย ปลอกคอฝึกส่วนใหญ่ทำด้วยไนล่อนหรือ โซ่เหล็ก ซึ่งมีห่วงติดอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง แล้วใช้ตัวนำคล้องกับปลายห่วงทั้งสอง ใช้ผ่อนหรือดึงบังคับสุนัข แม้ว่าจะฟังดูน่าตกใจ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้สุนัขของคุณต้องเจ็บแต่อย่างใด และมันก็จะต้องใช้ในการฝึกด้วย ควรฝึกวิธีการใช้ปลอกคอให้ถูก ปลอกคอฝึกควรจะใส่รอบคอสุนัข เพื่อคุณจะสามารถล่ามตัวนำกับห่วงตรงปลายปลอกคอ อย่าใส่ห่วงใต้คอ มันเป็นสิ่งสำคัญในการใส่ปลอกคอฝึกให้ถูก มันจะได้แน่นเวลาคุณดังตัวนำ และง่ายเวลาคุณผ่อนหรือไม่ได้รั้งตัวนำ
  3.  วิธีในการจับตัวนำก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปลอกคอควรจะหย่อนอยู่ตลอดเวลา นอกจากเวลาดึง จับวงเชือกไว้ด้วยมือขวา ไขว้มือไปด้านข้าง ส่วนมือซ้ายจับตัวนำไว้ให้ใกล้ปลอกคอฝึกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนที่เหลือของตัวนำก็จะขมวดเป็นวงได้ (ที่คุณถือด้วยมือขวา) แนบแขนข้างนี้กับลำตัว การผ่อน ดึง หรือคลาย ทุกอย่างทำด้วยมือซ้าย ด้วยการกระตุก

การฝึกให้ตาม


"การตาม" เป็นศัพท์สำหรับสุนัขที่หมายความว่า ให้สุนัขเดินไปด้านข้างของคุณชิดกับขาคุณ มีตัวนำด้วยหรือไม่มีก็ได้ ถ้าคุณอดทนและพยายามพอ คุณสามารถฝึกสุนัขให้เดินเคียงข้างคุณได้ในถนนอันแออัด หรือผ่านสุนัขตัวอื่น ๆ ได้อย่างดี ถึงตอนนี้คุณก็ได้เรียนรู้ถึงวิธีการใส่ปลอกคอ การใช้ตัวนำแล้วคุณก็พร้อมที่จะเริ่มบทเรียนแรกในการฝึกการตาม ให้สุนัขนั่งอยู่ด้านซ้าย เรียกชื่อ และใช้คำสั่ง "ตาม" เริ่มก้าวเท้าซ้ายของคุณ ดึงตัวนำเล็กน้อย เพื่อให้สุนัขได้เริ่ม ต้องเรียกชื่อมันก่อนเสมอ แล้วตามด้วยคำสั่ง เช่น "แดงตาม" การเอ่ยชื่อจะช่วยให้มันสนใจมากขึ้น ทำให้มันได้รู้ว่าคุณกำลังออกคำสั่งให้มัน (แดง คือชื่อสมมุติของสุนัขในที่นี้)
ให้เดินอย่างกระฉับกระเฉงแต่ละก้าว เดินวนเป็นวงกลมใหญ่ หรือเดินไปเป็นสี่เหลี่ยม หรือเส้นตรงก็ได้ ขณะที่เดินแน่ใจว่าสุนัขของคุณอยู่ข้างซ้ายและชิดขาของคุณเสมอ ถ้ามันเดินล้าหลังคุณให้กระตุกตัวนำเบา ๆ ให้มันเดินให้ทันคุณ แล้วก็ชมมันว่าดีแล้วที่ทำอย่างนี้ ถ้ามันเดินนำหน้าคุณหรือออกห่างไป ให้คุณหยุดพร้อมกับกระตุกตัวนำอย่างแรง ดึงมันกลับมาอยู่ตรงที่ที่ถูก ควรชมมันทุกครั้งที่มันเดินถูกที่ถูกทาง ทันทีที่คุณกระตุกตัวนำเพื่อให้สุนัขคุณอยู่ถูกที่ก็ให้ผ่อนสายตัวนำไปด้วย อย่างลากสุนัขหรือดึงตัวนำเพราะจะเกิดการดึงกันไปดังกันมา ซึ่งไม่เป็นผลดีเลย


เพื่อให้สุนัขตั้งอกตั้งใจฝึก ต้องพูดกับมันขณะที่คุณให้มันกลับมาถูกที่คุณควรจะฝึกการเดินหันหลังกลับด้วยการกระตุกตัวนำเบา ๆ ขณะที่คุณหมุนตัวด้วย มันจะเรียนรู้ไปทีละนิดละหน่อยว่ามันต้องตั้งอกตั้งใจ หรือจะถูกกระตุกให้กลับมาอยู่ข้างตัวคุณ และคุณสามารถเปลี่ยนวิธีการไปได้เรื่อย ๆ โดยการเปลี่ยนความเร็วบ้าง หันหลังกลับ เดินตรง หรือว่าเดินซิกแซกข้ามสนามที่ใช้ฝึก เป็นต้น
"ตาม" หมายถึง "นั่ง" ด้วย สำหรับสุนัขแล้วคำสั่งว่า "ตาม" จะหมายถึงมันต้องนั่งอยู่ข้างซ้ายของคุณด้วย เมื่อคุณหยุดโดยไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่มขณะที่คุณฝึกให้ตาม ทำให้มันนั่งเมื่อคุณหยุด ครั้งแรกใช้คำสั่งว่า "นั่ง" แต่ต่อไปไม่ต้องออกคำสั่งอีก มันจะนึกรู้และจะนั่งได้เองเมื่อคุณหยุด และจะคอยคำสั่ง "ตาม" ใหม่ เพื่อจะลุกเดินอีกครั้ง

การฝึกให้นั่ง


การฝึกสุนัขให้นั่งค่อนข้างง่าย โดยให้มันยืนอยู่ข้างซ้ายมือ ให้ถือตัวนำสั้น ๆ แล้วออกคำสั่งว่า "นั่ง" ขณะออกคำสั่งให้ดึงตัวนำขึ้นพร้อมกับกดช่วงหลังของสุนัขลง แต่อย่าให้มันลงไปหมอบหรือยืนขึ้น ถ้ามันลงหมอบให้กระตุกตัวนำขึ้นจนกระทั่งมันลุกขึ้นแล้วนั่ง ถ้าหากมันทำตามคำสั่งช้า ๆ ให้ดังมันอย่างแรงจนกระทั่งมันทำตามความต้องการของเรา ให้มันอยู่ในท่านั่งสักชั่วขณะหนึ่ง แล้วค่อยผ่อนความตึงของตัวนำพร้อมกับชมมันด้วย ทวนคำสั่งอย่างหนักแน่นในขณะที่คุณจูงมันในท่านั่ง ย้ำเพื่อให้มันจำคำสั่งได้ขึ้นใจ ถ้าหากมันเคลื่อนที่ละก้อให้ทวนคำสั่งอีกครั้งแล้วให้มันนั่งลง หลังจากนี้มันก็จะนึกรู้และนั่งลงไปเองโดยไม่ต้องกดหลังมันอีก เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วแสดงว่ามันจะนั่งเองได้ ชมเชยมันบ่อย ๆ ให้รางวัลโดยการกระทำกับมันอย่างอ่อนโยน และชมเชยมันบ่อย ๆ ด้วยคำพูดที่นุ่มนวล

การฝึกให้หมอบลงหรือหมอบ


จุดประสงค์ขั้นตอนนี้คือ ทำให้สุนัขหมอบลงกับคำสั่ง "หมอบ" หรือเมื่อออกคำสั่งด้วยมือ ให้คุณยกมือมาข้างหน้าพลิกโบกฝ่ามือลง อย่างไรก็ตาม คุณต้องทำไปจนกว่าสุนัขจะเข้าใจความหมายของคำสั่งและจะทำเองได้โดยไม่มีปฏิกิริยากึ่งบังคับจากคุณ สัญญาณมือควรจะทำควบคู่ไปกับการออกคำสั่ง คำสั่งนี้อาจจะยากไปหน่อยในช่วงแรก เพราะมันรู้สึกเหมือนคุณยกมือเพื่อจะทำร้ายมันและมันป้องกันตัวเองไม่ได้ อาจจะวิ่งเตลิดไปก็ได้ ให้เอาใจมันด้วยคำชมหรือทำกับมันดี ๆ เมื่อมันทำตามคำสั่งแล้วมันจะเรียนรู้ไปเองว่าไม่มีอะไรที่เลวร้ายเกิดขึ้น ในทางกลับกันมันจะรู้จักคำสั่งว่า "หมอบ" แล้วถ้ามันทำตามนายจะพอใจ
อย่าเริ่มฝึกสุนัขหมอบลงจนกระทั่งมันเข้าใจคำสั่งนั่งได้เป็นอย่างดีเสียก่อน ให้สุนัขอยู่ในท่านั่งและคุณคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ยกขาหน้าของมันด้วยมือแต่ละข้างของคุณ จับตรงเหนือข้อศอก ยกขามันขึ้นแล้วดึงลงมาที่พื้นข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ออกคำสั่งว่า "หมอบ" แล้วดึงขาหน้ามันลงมาติดพื้น
ดึงมันลงมาที่พื้นและทำให้มันรู้ว่าท่านี้เป็นท่าที่ต้องการให้มันทำ วิธีนี้ดีกว่าจะไปบังคับให้มันทำ มิฉะนั้นจะทำให้มันรู้สึกตกใจและเริ่มจะไม่ชอบการฝึกใด ๆ เลย หมั่นพูดคุยกันมัน บอกมันให้รู้ว่าคุณดีใจ พอใจ เวลาที่มันทำตามคำสั่ง แล้วคุณจะพบว่าคุณมีความสุขกับการฝึกสุนัข
หลังจากที่มันเริ่มเรียนรู้ เลื่อนตัวนำไปอยู่ใต้เท้าซ้ายและออกคำสั่ง "หมอบ" ในขณะเดียวกันดึงตัวนำด้วยจะช่วยให้สุนัขหมอบลง ช่วงนี้ยกมือคุณแล้วโบกลงให้สัญญาณมืออีกครั้ง อย่าหวังว่ามันจะสามารถทำได้ด้วยคำสั่งเพียงครั้งเดียว จงอดทนฝึกกับมันไปเรื่อย ๆ มันก็จะร่วมมือด้วย ถ้าคุณแสดงให้มันเห็นว่าอะไรบ้างที่คุณอยากให้มันทำ


การฝึกให้อยู่นิ่ง ๆ


ขั้นต่อไปคือการฝึกสุนัขให้อยู่นิ่ง ๆ ในท่านั่งหรือหมอบ เหมือนกับครั้งก่อนโดยใช้ตัวนำสอนคำสั่งนี้ จนกระทั่งสุนัขของคุณตอบรับคำสั่งด้วยการทำตามคำสั่ง แล้วจึงเอาตัวนำออก การฝึกเริ่มด้วยการนั่งนิ่ง ๆ จัดให้สุนัขอยู่ในท่านั่งข้างคุณในท่านั่งแนบขาโดยอัตโนมัติ ถือเชือกในมือข้างหนึ่ง (ส่วนใหญ่ผู้ฝึกชอบถือมือซ้าย) ก้าวไปข้างหน้าแล้วหันหน้ามาหามัน ยื่นมือออกไป นิ้วชี้ไปที่ช่วงจมูกของมันแล้วสั่งว่า "อยู่นิ่ง" ถ้ามันทำท่าจะเดินตามคุณเนื่องจากเป็นธรรมชาติของมันที่จะทำ เพราะมันอยู่ในท่าที่จะตาม ให้กระตุกตัวนำ เพื่อให้มันกลับมานั่งก่อน ยกมือมาไว้ข้างหน้ามันแล้วทวนคำสั่งอย่างหนักแน่นอีกรั้ง ให้มันอยู่ในท่านั่งนั้นสัก 2-3 วินาที ก่อนจะให้ลงมือปฏิบัติการอย่างอื่น แต่ละครั้งที่มันทำสำเร็จคุณต้องกล่าวชมมันเรื่อย ๆ แสดงให้มันเห็นว่าคุณพอใจกับมันด้วย
ทวนวิธีนี้อีกครั้งจนกระทั่งสุนัขของคุณทำเหมือนกับว่ามันเข้าใจว่าคุณจะให้มันทำอะไร เมื่อมันได้เรียนรู้ตลอดกระบวนการแล้ว เดินออกมาทางขวาของสุนัขอ้อมไปข้างหลัง ก้าวอีก 2 ก้าวไปข้างหน้า อีกสัก 2-3 ก้าวไปด้านข้าง ทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งคุณไปจนสุดสายเชือก ครั้งใดที่สุนัขจะออกตามคุณ สะบัดเชือกยื่นแขนออกโบกมือลงแล้วออกคำสั่งอย่างเฉียบขาด เมื่อมันแสดงให้เห็นถึงความเต็มใจที่อยู่ในท่าที่ถูกต้อง ขณะที่คุณเดินออกไปสุดเชือกนั่นหมายถึงคุณพร้อมที่จะฝึกมันต่อไปอีก ให้อยู่ในท่าเดิมโดยใช้เชือกยาวกว่าเดิม (ราว ๆ 25-30 ฟุต) แล้วท้ายสุดให้ฝึกโดยการเอาเชือกออก
ครั้งแรก ๆ ที่เรียนรู้การนั่งนิ่ง ๆ คุณสามารถจะสอน "หมอบนิ่ง ๆ" โดยเริ่มคำสั่งด้วยคำว่า "หมอบ" ก่อน แล้วฝึกโดยใช้วิธีเดียวกับฝึกนั่งนิ่ง ๆ

การฝึกให้คำสั่ง "มานี่"


คุณสามารถฝึกสุนัขให้มาหาคุณเมื่อคุณเรียกได้ ถ้าเริ่มต้นกับมันตั้งแต่มันเด็ก ๆ แรกเริ่ม ฝึกสอนล่ามตัวนำอยู่ในสุนัขนั่ง แล้วย้อนเชือกกลับมาพร้อมเรียกชื่อมัน ให้เรียกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดึงตัวนำนิดหน่อยเพื่อให้มันเริ่ม เมื่อมันเดินมาให้ส่งเสียงชมมันดัง ๆ หรืออาจใช้อีกวิธีโดยการให้ขนมสำหรับสุนัขหรือผลไม้เป็นรางวัล มันจะนึกรู้ทันที คุณอาจจะเดินออกมาจนสุดตัวนำแล้วเรียกมัน เช่น "แดงมานี่" วิ่งไปสองสามก้าวแล้ว, หยุดให้มันมาอยู่ตรงหน้า (แดงคือชื่อของมัน)
ไม่ต้องอยากฝึกคำสั่งนี้โดยไม่มีตัวนำ เพราะแรก ๆ มันอาจจะคิดว่ามันไม่ต้องเชื่อฟังคำสั่งคุณอีกแล้วก็ได้ และมันก็จะวิ่งหนีไป โปรแกรมการฝึกของคุณก็ต้องล้มเหลว ระลึกไว้ว่าชีวิตสุนัของคุณนั้นอาจจะขึ้นอยู่กับการสนองตอบต่อคำสั่งให้มาหาโดยทันทีเมื่อถูกเรียก ถ้ามันไม่เชื่อฟังเวลาไม่ได้ล่ามไว้ ให้ล่ามมันอีก แล้วแก้ไขให้กลับมาเชื่อฟังโดยการใช้ตัวนำ
การฝึกให้มานี่ เพื่อจะตามมา
หัวเรื่องนี้ คือสำหรับคุณเมื่อยืนอยู่ สั่งว่า "ตามมา" สุนัขของคุณเดินตามอ้อมทางขวาแล้วนั่งอยู่ข้างเข่าซ้ายของคุณในท่านั่ง ถ้าหากสุนัขของคุณไม่ได้ถูกฝึกให้นั่งโดยไม่มีคำสั่งทุก ๆ ครั้งที่คุณหยุด มันก็ผ่านสำหรับขั้นนี้ให้มันนั่งอยู่หน้าคุณ มองหน้ามันแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว เคลื่อนเฉพาะเท้าซ้าย ดึงสุนัขมาอยู่ด้านหลังคุณและก้าวตรงไปรวมทั้งดึงมันไปรอบ ๆ จนกระทั่งมันอยู่ในท่าตาม คุณอาจทำให้สุนัขเดินไปรอบ ๆ ได้โดยอ้อมตัวนำไปข้างหลัง ใช้ส้นเท้าซ้ายดันมันออกถ้ามันเริ่มจะนั่งหรือค้อมตัวลง การฝึกนี้อาจต้องได้เหงื่อนิดหน่อย แต่มันจะเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ถ้าทำให้มันรู้ว่าคุณอยากให้มันทำอะไร

การฝึกให้ยืน


สุนัขของคุณควรจะถูกฝึกให้ยืนในจุดเดียวโดยไม่มีการเคลื่อนไหว ยอมให้คนแปลกหน้าโบกมือไปมาอยู่เหนือใบหน้าและหัว หรือปัดไปมาแถวขาโดยไม่มีความกลัวหรือแสดงออกใด ๆ ทั้งสิ้น ใช้วิธีเดียวกับคุณที่เคยฝึกมันให้นั่งหรือหมอบขณะเดิน ยื่นมือซ้ายออกไป โบกอยู่ตรงแถว ๆ จมูก พร้อมกับออกคำสั่งให้มันอยู่นิ่ง ๆ ครั้งแรกมันจะคิดว่าคุณให้มันนั่ง แต่คุณต้องหยุดมันด้วยการเอามือสอดไปใต้ลำตัวมันใกล้กับช่วงท้องและจับไว้ จนกระทั่งมันนึกรู้ว่านี่ต่างจากการออกคำสั่งให้นั่ง ชมมันอีกเวลามันยืนเฉย ๆ แล้วคุณก็เดินไปจนสุดสายตัวนำ รีบแก้ไขอย่างรวดเร็วถ้าหากมันทำท่าจะเคลื่อนไหว โดยให้คนแปลกหน้าเข้ามา ใกล้ ๆ มัน แล้วก็โบกมือไปมาเหนือหลังหรือแถว ๆ ขา ให้มันยืนนิ่ง ๆ จนกระทั่งคุณกลับมาหามัน นี่เป็นการฝึกและออกกำลังที่มีค่าถ้าหากคุณมีแผนที่จะโชว์สุนัขของคุณ มันจะต้องเรียนรู้ที่จะยืนท่าโชว์ และลองให้กรรมการตัดสิน กรรมการก็จะโบกมือไปมาบนหลังและแถวขามัน ก็จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะให้สุนัขยืนอย่างสุขุมและมั่นคง

การฝึกนิสัยและสังเกตพฤติกรรมสุนัข


สุนัขเป็นสัตว์ที่สามารถสื่อสารกับมนุษย์หรือสุนัขอื่นๆ ผ่านการแสดงอากัปกิริยาต่างๆ นั่นรวมไปถึง การแสดงสีหน้าหลายๆแบบ การทำท่าหลายๆ อย่าง เช่นการส่งเสียง หรือวิธีการดมกลิ่นรับรู้ภาษามนุษย์ได้ สามารถฝึกสุนัขให้สื่อสารกับมนุษย์ได้ ช่วยงานมนุษย์ในด้านต่างๆมากมาย เช่น สุนัขตำรวจ สุนัขทหาร สุนัขนำทางคนตาบอด เป็นต้น

การแสดงความเป็นใหญ่มีพละกำลังมากกว่าเหนือคู่ต่อสู้
สุนัขจะยืนตัวตรงคอตั้ง ขาเหยียดตรง หางและหูตั้งขึ้น ทำอกตั้ง ขนรอบคอชูชัน และเป็นแนวยาวตลอดสันหลัง โบกหางไปมาอย่างช้าๆ พร้อมขู่คำราม ในทางกลับกันสุนัขตัวที่กำลังยอมแพ้ (หรือยอมจำนนต่อตัวที่เก่งกว่า) จะแสดงท่าว่า ข้านี้ตัวกระจ้อยร่อย หมดน้ำยาเหมือนลูกสุนัขตัวเล็กๆ และอาจจะนอนหงายท้อง หูรี่ ไม่สู้แต่อย่างไร พอถึงตรงนี้ต้องขออธิบายกันก่อนว่า สุนัขตัวโตมักจะสั่งสอนหรือดุลูกสุนัขตัวเล็กๆ แต่เขาจะไม่ทำร้ายเจ้าตัวน้อยอย่างแน่นอน

การแสดงการยอมแพ้


สุนัขตัวที่ยอมแพ้ว่าอีกตัวนั้นเก่งกว่าหรือเหนือกว่า หรือยอมรับและเกรงกลัวคนผู้เป็นเจ้าของ จะแสดงอาการยำเกรง ด้วยการเข้าไปหาสุนัขตัวที่เหนือกว่าหรือเจ้าของ ทางด้านข้าง โดยหมอบคลานเตี้ยติดพื้น หางตกแต่แกว่งไปมา นอกจากนี้ คุณยังจะพบอีกว่าเค้าจะชอบเลียมือเลียไม้ เลียเท้าหรืออาจเลยไปถึงหน้า ของผู้เป็นเจ้าของ หรือสุนัขตัวที่เหนือกว่า ถ้ามันทำได้ แต่ถ้าเขายังเห็นว่าที่แสดงออกมานี้ยังแสดงอาการเอาใจได้ไม่มากพอ พวกเค้าอาจจะเพิ่มอาการให้มากขึ้นไปอีก โดยลงไป กลิ้งหงายท้อง ซึ่งบางตัวอาจจะมีฉี่ออกมาด้วย

การแสดงความดีใจหรือเป็นมิตร


สุนัขจะกะดิกหาง หรือแกว่งหาง อย่างแรงจนก้นสบัดเป็นการแสดงอาการยินดีและความเป็นมิตร และลูกฝูงก็จะทำอากับกริยาดีใจเช่นนี้เหมือนกันต่อฝูง

การแสดงอาการโกรธ


สุนัขที่แสดงว่ากำลังโกรธ จะขู่คำราม แยกเขี้ยว หางที่โบกอย่างช้าๆเกร็งๆ อยู่ในระดับเดียวกับ หลังของสุนัข

การแสดงอาการกลัว


สุนัขที่แสดงอาการกลัว มีความกังวลใจ กลุ้มใจ จะทำส่วนหางที่ห้อยตกอยู่ระหว่างก้นของสุนัข หรือแกว่งอย่างเกร็งๆตกอยู่ระหว่างก้น

สุนัขที่ทำหูตั้ง


สุนัขที่กำลังทำหูตั้ง ตัวตรง แสดงว่ากำลังอยู่ในอาการที่เตรียมพร้อม ที่จะทำอะไร บางอย่าง หรือฟังเสียงอย่างตั้งอกตั้งใจอย่างเฝ้าระวังตลอดเวลา

สุนัขที่ทำหูลู่หรือตก


สุนัขที่กำลังทำหูลู่หรือตกไปข้างหลังเสมอกับแนวศรีษะ ก็จะบ่งบอกถึงว่า สุนัขกำลังดีใจ ยอมแพ้ หรือกลัว

สุนัขที่ทำตาหรี่


สุนัขที่กำลังทำตาหรี่แปลความหมายได้สองอย่าง คือถ้าไม่ได้กำลังมีความสุข ก็แสดงว่ากำลังยอมแพ้

สุนัขที่ทำตาเบิกกว้างและลุกโพลง


สุนัขที่ทำตาโตเบิกกว้างและลุกโพลงแสดงว่าสุนัขกำลังจะแสดงอาการก้าวร้าวหรือกำลังเริ่มโมโห เหมือนอย่างเช่นในฝูงสัตว์ป่า หัวหน้าฝูงแสดงอาการเช่นนี้เพื่อควบคุมและดูแลบรรดาลูกฝูงที่ไม่เชื่อฟัง โดยการจ้อง ทั้งสอง ฝ่ายจะจ้องตากันจนกว่าจะมีฝ่ายใดเข้าท้าทายหรือมีฝ่ายใดก้มหัว ฝ่ายที่ยอมแพ้ก็จะลดหัวของตนให้ก้มต่ำลงแล้วหันกลับออกไป อย่างไรก็ดี หากการประจันหน้าของสุนัขที่เหนือกว่าและตัวที่ด้อยกว่ายังคงดำเนินอยู่ต่อไป แม้ว่าสุนัขตัวที่ด้อยกว่าจะหลีกทาง ไปแล้ว สุนัขที่ด้อยกว่านั้นอาจจะรู้สึกสับสนและแว้งกัดออกไปเพื่อเอาชนะความกลัวก็ได้ และหากการทำสงครามทางสายตานี้ ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด สุนัขตัวที่เหนือกว่าก็จะเข้าคุกคามและสั่งสอนอีกตัวด้วยการแยกเขี้ยวคำราม ขู่ หรือตรงเข้ากัดทันที

การจ้องตาสุนัข


สุนัขที่จ้องตากับสุนัข หรือสุนัขกับคน มีสองอย่างคือจ้องตากันแบบแสดงความรักความอบอุ่นต่อกัน หรือจ้องตาท้าทายเพื่อการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมแพ้ คุณไม่ควรจ้องตากับสุนัขที่กำลังหงุดหงิดหรือโมโห เพราะจะเป็นการยั่วยุให้สุนัข เริ่มตรงเข้าทำร้ายคุณ
สุนัขที่ว่าง่ายและสุนัขบางสายพันธุ์ที่เห็นชัดๆ อย่างเช่น ลาบราดอร์ ซึ่งเป็นสุนัขที่ทำหน้าเหมือนยิ้ม เวลาอ้าปาก เราจะเห็นฟันใต้กระพุ้งปากยานๆเผยอๆของเค้า อันนี้ดูเป็นมิตรดี แต่ในยามที่เค้าโมโห ปากของสุนัขลาบราดอร์ จะหุบเข้า เผยให้เห็นฟันขาวแวววาวทุกซี่ ซึ่งคุณจะได้ยินเสียงเค้าขู่ตามมา สำหรับสุนัขที่แสดงอาการอยากจะเล่น อาจจะแสดงพฤติกรรม ด้วยการเหยียดอุ้งเท้าตุ้มน้อยๆออกมาหา หรือชวนคุณเล่นผ้า และเค้าก็จะชอบเห่าเพื่อดึงดูดความสนใจ ส่วนกิริยาท่าทางอื่นๆ ของสุนัขที่สามารถสังเกตได้ก็อย่างเช่นชวนคุณเล่นของเล่น หรือไล่งับเพื่อนๆของเค้าเพื่อชวนให้เล่นวิ่งไล่กัน

เราต้องเป็นเจ้านาย


สุนัขเมื่อเข้าวัยหนุ่มสาวอายุได้ประมาณ 6 เดือน สุนัขเริ่มเป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำตามคำสั่งที่เราเคยสอนให้ปฏิบัติตามอย่างคำสั่ง เช่น “นั่ง” , “หมอบ” หรือ “มานี่” ในช่วงนี้ สุนัขจะทดสอบสามารถของเจ้านาย ถ้าอ่อนแอหรือเขาแข็งแรงและมีพละกำลังมากกว่า สุนัขจะคิดว่าเขาจะเป็นผู้นำ แทนเราได้หรือไม่ ดังนั้นคุณมีหน้าที่ที่จะต้องสอน และฝึกฝน วินัยให้เขาและทำให้เค้ารู้ให้ได้ว่าสถานะของเค้านั้นอยู่ตรงไหน และแม้ว่าเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่แล้ว คุณก็ควรจะฝึกวินัย ให้กับเขาเป็นระยะๆ และอย่าลืมว่าการชมเชยเป็นสิ่งสำคัญมากๆ(สุนัขทุกตัวชอบเหมือนกันหมด)
เมื่อสุนัขแสดงความเป็นใหญ่เหมือนเป็นจ่าฝูง ให้คุณรีบกำจัดความอหังการของเค้าลงไปเช่นการที่ลูกสุนัขแสดงท่าทาง หวงกระดูก หรือของกินกับคุณ อย่าปล่อยให้เขาทำพฤติกรรมนี้กับคุณ หากปล่อยเนิ่นนานไปมันอาจจะสายเกินแก้ พฤติกรรมของเขาหรืออาจกลายเป็นอันตรายหากสุนัขของคุณ ตัวโตจนคุณไม่สามารถบังคับได้ วิธีแก้ไข เวลาที่เค้ากำลังกิน อาหารให้ดึงชามข้าวเค้าออกมาบ้าง สุนัขควรยินยอมคุณแต่โดยดี หากเค้าแยกเขี้ยวคำราม หรืออยากจะกัดเรา คุณต้องกำราบเขา

การเปลี่ยนพฤติกรรมที่ก้าวร้าว


ถ้าลูกสุนัขแสดงความก้าวร้าว เช่น หวงอาหาร หวงของเล่น ขู่เวลาจับอาบน้ำ วิธีการสอนให้สุนัขรู้ว่าคุณคือเจ้านาย ก็คือการจับเค้านอนตะแคงราบไปกับพื้นแล้วใช้มือกดคอเค้าไว้ (เหมือนแม่งับคอลูกเพื่อสั่งสอน) ให้คุณกดไว้อย่างนี้จนกระทั่งเค้ายอมจำนน และคลายอารมณ์ลง (ให้ทำอย่างนี้หลายนาทีโดยเฉพาะที่ เป็นครั้งแรก) คุณจึงปล่อยมือออกมา แล้วอย่าลืมว่าให้พูดเรียกชื่อเค้าอย่างนุ่มนวลล่ะระหว่างเวลาที่คุณกดมือลงไป วิธีการกำราบนี้ใช้ได้เฉพาะเวลาที่ลูกสุนัขของคุณประพฤติตนในทางที่ไม่ควรเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ที่เค้าแยกเขี้ยวยิงฟัน ใส่คุณเวลาที่คุณแต่งตัวให้เค้า ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะเจ็บ เพราะวิธีการกำราบแบบนี้จะไม่ทำให้เค้าเจ็บ และนี่เป็นวิธเดียวกับที่สุนัขที่อยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่า แสดงออกและทำกับลูกฝูงตัวที่เด็กกว่าให้เจียมเนื้อเจียมตัว แต่อย่าลืมปล่อยมือออกจากคอเค้าก็แล้วกัน หากคุณเห็นว่าเค้ายอมคุณแล้ว แม้ว่าเค้าดิ้นตัวหนีคุณอย่างสุดกำลังก็ตาม


วิธีการแสดงว่าเราเหนือกว่า


ให้เราบีบปากสุนัขด้วยมือย่างระมัดระวังแล้วปล่อยมือ ก็เป็นอีกวิธีในการแสดงความเหนือกว่าของคุณต่อสุนัข และเป็นการเสริมความน่าเกรงขามให้กับตำแหน่งหัวหน้าฝูงให้คุณได้ดี ทุกคนในครอบครัวควรเข้าใจตรงกันว่า สุนัขอยู่ในสถานะที่เป็นน้องเล็กที่สุดของบ้าน ไม่ใช่เจ้านายและควรปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สุนัขของคุณแสดงความเหิมเกริมและอยากเป็นใหญ่ ไม่ควรให้อนุญาตให้สุนัขขึ้นมานั่งบน โซฟาหรือนอนบนเตียงโดยที่คุณไม่ได้อนุญาตอย่างเด็ดขาด
ส่วนการที่เค้าเห็นขาใครต่อใครในครอบครัวคุณ เป็น “สุนัขตัวเมีย” ก็เกิดขึ้นได้บ่อย แต่ไม่ได้แสดงว่าสุนัขของคุณ เค้ามีพฤติกรรมทางเพศที่ผิดๆหรอก แต่สำหรับเขามันคือการแสดงความ “มีอำนาจเหนือกว่า”ต่างหาก แม้แต่สุนัขตัวเมีย ก็ตามหากทำอย่างนี้จะถือว่าเป็นการกระทำที่แสดงออกต่อสุนัขตัวที่มีตำแหน่งต่ำกว่า ดังนั้นคุณอย่าไปปล่อยให้พฤติกรรม แบบนี้เกิดขึ้นกับเค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสุนัขแสดงพฤติกรรมแบบนี้กับลูกๆของคุณ ให้พูดกับเค้าเสียงแข็งๆว่า “ไม่!” แต่หากยังเกิดพฤติกรรมแบบนี้ขึ้นอีก ก็ให้แสดงความเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าฝูงของเค้าด้วยการจับเค้านอนตะแคง แล้วกดคอเค้าไว้ด้วยมืออย่างที่กล่าวมาข้างต้น
คุณควรจะเริ่มวิธีการนี้เสียตั้งแต่แรกๆ สามารถเริ่มได้ทันทีที่เค้าเข้ามาอยู่ในบ้านคุณใหม่ๆ และเริ่มคุ้นเคยแล้ว เพื่อที่ลูกสุนัขเล็กๆที่น่ารักของคุณได้เติบโตขึ้นมา เป็นสุนัขที่มีเสน่ห์และนิสัยดีในอนาคต
และแน่นอนว่าการแก้ไขความประพฤติที่ไม่ถูกต้องที่เค้าทำจนเคยชินแล้ว จะยากกว่าการสอนเค้าตั้งแต่ต้น เป็นไหนๆ สุนัขตัวที่ไม่ได้รับการสอนจากคุณมาตั้งแต่ต้นนั้นจะเป็นปัญหาแน่เมื่อเค้าอายุได้สักปีหรือสองปี ท้ายที่สุด พวกเค้าจะต้องลงเอยในสถานสงเคราะห์สัตว์หรือที่แย่กว่านั้น อาจต้องโดนกำจัดทิ้ง ถ้าเขากลายมาเป็นสุนัขที่จ้องจะ เข้าคุกคามและเป็นอันตรายต่อคน อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากคุณได้เริ่มฝึกฝนเค้าอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เค้ายังเล็กๆ
วิธีแบบโบราณที่จะให้สุนัขเชื่อฟังก็คือการเฆี่ยนตี แต่โชคดีที่การทารุณสัตว์แบบนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว คุณทราบไหมว่า สุนัขที่ถูกตีนั้นจะอยู่อย่างเป็นทุกข์และจะสามารถกัดหรือทำร้ายคนได้เมื่อเค้ารู้สึกกลัว พวกเค้าจะไม่มีความมั่นใจในมนุษย์ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรกระทำต่อสุนัขของคุณนั้นก็คือการให้ความสนใจเค้า ชมเชยเค้า และรักเค้าอยู่เสมอ
อย่าลืมว่าไม่เพียงสุนัขเท่านั้นที่ต้องเรียนรู้ ตัวคุณเองก็ต้องเรียนรู้เช่นกันว่าคุณควรต้องทำอะไร เพื่อให้สุนัขเข้าใจว่า เขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรจึงเป็นการเหมาะสม

การเห่าของสุนัข

 

  1. เห่าเพื่อเป็นการเตือน การเห่าแบบนี้อาจจะเป็นที่ต้องการกับเจ้าของบางคนเพราะเป็นการเห่าเมื่อเจอคนแปลกหน้าหรือผู้บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของเค้า
  2.  เห่าเพื่อเรียกร้องความสนใจ ส่วนใหญ่จะพบในลูกสุนัขเพื่อจะทำให้เราสนใจ แต่เราควรจะทำตรงข้ามกันคืออย่าสนใจ
  3.  เห่าเพราะตื่นเต้นหรือเล่น เสียงเห่าลักษณะนี้จะสั้นและแหลม
  4. เห่าเพื่อแสดงตัว เหมือนกับเป็นการเห่าตอบสุนัขตัวอื่นๆ คล้ายๆจะบอกว่า "ฉันอยู่ที่นี่ไง"
  5. เห่าเพราะเบื่อ หรือเพื่อเป็นการปลดปล่อยพลังงาน สุนัขหลายพันธุ์ต้องการการออกกำลังกาย ไม่งั้นจะอึดอัดและหาทางออกโดยการเห่าหรือทำนิสัยเสียอย่างอื่นแทน เช่น ขุดดิน กัดแทะ เป็นต้น
  6. เห่าเพราะเหงาหรือรู้สึกกังวลใจ น้องหมาบางตัวติดเจ้าของมากหรืออาจมีการเปลี่ยนที่อยู่หรือสิ่งแวดล้อมใหม่จะเกิดความรู้สึกกังวลใจขึ้น
  7. เห่าเพราะตกใจ อาจเกิดจากการได้ยินเสียงแปลกๆ หรือเจออะไรที่ไม่คุ้นเคยอย่างหมาเห่าใบตองแห้ง นิสัยนี้เราควรจะต้องรีบแก้โดยเร็ว

 

การฝึกนิสัยการเห่าของสุนัข

สุนัขที่เห่าเวลามีคนมาส่งจดหมาย คนวิ่งผ่านหน้าบ้าน หรือเด็กขี่จักรยานผ่าน พวกมันจะมีความคิดว่าตัวเองนี่เก่งจริงๆ เพราะสามารถเห่าจนคนเหล่านี้ผ่านไปและนี่คือปัญหาเพราะมันจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นนิสัย เราอาจจะแก้ไขโดยการป้องกันไม่ให้สุนัขเห็นคนภายนอกแต่นั้นไม่ใช่วิธีแก้ไขทั้งหมด
สิ่งแรกเราต้องไม่ให้รางวัลกับสุนัขที่กำลังเห่าไม่ว่ากรณีใดๆ เช่นเห่าเพื่อขอของกินถ้าเราให้สุนัขก็จะเห่าทุกครั้งเพื่อขอของกิน เราต้องหาสัณญาณที่จะทำให้เค้ารู้ว่าควรจะหยุดได้แล้ว เช่นคำว่า "พอแล้ว" การฝึกทำโดยเมื่อสุนัขเริ่มเห่าได้ครั้งสองครั้งให้เราดึงความสนใจของสุนัขมาที่เราโดยเคาะประตู(ถ้าอยู่ที่ประตู)เมื่อสุนัขหยุดเห่าให้พูดคำว่า "พอแล้ว" และให้รางวัลกับเค้าเช่นขนมหรือคำชมต่างๆ ถ้ายังไม่หยุดเห่าเอาขนมไปให้ดมใกล้ๆจมูกเมื่อเค้าหยุดให้พูดคำว่า "พอแล้ว" รออีกสักพักถ้ายังเงียบอยู่ก็ให้กินขนมหรือให้คำชมอีกครั้ง ย้ำคุณต้องมั่นใจว่าเค้าหยุดเห่าจริงๆถึงค่อยให้ ใช้น้ำเสียงเรียบๆอย่าตะโกนเพราะถ้าคุณตะโกนเค้าจะคิดว่าคุณร่วมเชียร์ด้วย
การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี สุนัขที่ได้รับการออกกำลังกายอย่างพอเหมาะมักจะไม่เห่า เพราะไม่เบื่อ หรือกระวนกระวายที่แน่ๆคือเหนื่อย ควรระลึกไว้เสมอว่าการฝึกทุกชนิดต้องใช้เวลาจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับคุณและความอดทนของคุณ หลีกเลี่ยงการทำโทษทางร่างกายเพราะนั่นจะทำให้เค้ากลัวคุณมากกว่าการเปลี่ยนนิสัย

การฝึกสุนัขเบื้องต้น

การฝึกสุนัขเบื้องต้น
การฝึกให้ชินกับโซ่และสายจูง, การฝึกสุนัขให้เดินชิด, การฝึกสุนัขให้นั่ง, การฝึกสุนัขให้หมอบ

 

การฝึกสุนัขให้ชินกับโซ่และสายจูง

โซ่คอที่แนะนำคือสายโซ่คอสแตนเลสไม่ควรใช้โซ่คอหนังเพราะไม่สามารถยืดหยุ่นได้ สายจูงควรเป็นสายหนังเพราะจะไม่เจ็บมือเวลาโดนสุนัขดึง

 

การใช้สายโซ่จะต้องใส่ให้ถูก โดยวงกลมจะต้องอยู่ด้านบนเมื่อดึงจะคลายออกได้เอง แต่ถ้าใส่วงกลมอยู่ด้านล่างจะไม่สามารถคลายออกทำให้สุนัขอึดอัดหรือเกิดอันตรายได้ในครั้งแรกที่สวมปลอกคอหรือใส่สายจูงให้แก่สุนัขเรามักจะได้เห็นปฏิกิริยาที่ขัดขืน และดิ้นรนต่อสู้อยู่สักพักหนึ่งแต่นี้คือธรรมชาติของสุนัขดังนั้น ผู้ฝึกต้องมีความอดทนและเมื่อสุนัขของเราเริ่มคุ้นเคยกับสายจูงแล้วจึงค่อยเริ่มบทเรียนได้โดยให้ผู้ฝึกถือสายจูงด้วยมือขวาส่วนมือซ้ายจับประคองไว้โดยให้สุนัขอยู่ด้านซ้ายมือจะเห็นว่าสายจูงจะพาดผ่านหน้าขาผู้ฝึกและสามารถที่จะใช้มือซ้ายกระตุกที่สายจูงได้เมื่อต้องการให้สุนัขเข้ามาใกล้ผู้ฝึก แต่จงอย่าดึงสายจูง ควรกระตุกเบาๆ สำหรับสุนัขบางตัวที่อาจต่อต้านสายจูงโดยบ้างก็อยู่กับที่บ้างก็ขัดขืนให้ผ่อยสายจูงและพูดปลอบใจจนสุนัขนั่งลงแล้วจึงค่อยๆจูงเดินระยะ 2-3ก้าวและการกระตุกสายฝึกสั้นๆ ก็อาจจะช่วยให้สุนัข เรียนรู้ในการที่จะเดินไป กับผู้ฝึกได้ ควรกล่าวชมเชยสุนัขเมื่อไม่ขัดขืนหลังจากนั้น ให้เพิ่มระยะทาง การจูงไปเรื่อย ๆ การฝึกเข้าสายจูงรวมทั้งการจูงเดินอาจกินเวลา 3-4วันเมื่อสุนัขชินกับสาย จูงแล้ว ก็สามารถ ทำการฝึกเบื้องต้นในเรื่องอื่นได้ต่อไป

 

1

 

การฝึกสุนัขให้เดินชิด

ให้นำสุนัขเข้ามาอยู่ทางซ้ายของผู้ฝึก รวบสายจูงไว้ในมือขวา สายฝึกควรจะต้องหย่อนเสมอ สุนัขควรอยู่ในท่ายืน ถ้าหากสุนัขยังนั่งอยู่ผู้ฝึกจะต้องคอยกระตุกสายจูงเบาๆ และดึงให้ตึงสุนัขจะยืนขึ้นเองตบที่ขาข้างซ้ายของตัวเองแล้วพูดคำว่า"ชิด"เพื่อสอนให้สุนัขรู้จักคำว่าชิดในระยะแรกสุนัขอาจจะไม่เข้ามายืนเคียงข้างซ้ายของผู้ฝึกก็อย่าเพิ่งไปดุผู้ฝึกอาจต้องพลิกแพลงวิธีการบ้างโดยการปรับตัวเองให้ยืนในตำแหน่งที่ให้สุนัขอยู่เคียงข้างด้านซ้ายของผู้ฝึก จนกว่าสุนัขจะเข้าใจคำสั่งนี้ เมื่อสุนัขเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ฝึกเริ่มก้าวเดินด้วยเท้าซ้ายก่อนอาจต้องดึงสายฝึกเล็ก น้อยเพื่อให้สุนัขเริ่มทำตาม พยายามเดินช้า ๆ อย่ากระชากลากถูในขณะเดินควร ให้บ่าของสุนัขอยู่ในเนวเดียวกับขาซ้ายของผู้ฝึก ถ้าสุนับไม่ทำตามหรือเดินล้าหลังให้กระตุกสายฝึกเบา ๆ จนกว่าจะเดินทันกัน และอย่าลืมชมว่า "ดีมาก" เสมอ แต่หากสุนัขเดินนำหน้าอย่าเร่งฝีเท้าหรือวิ่งตามเพราะจะยิ่งเตลิดออกไป แต่ควรดึงสายฝึกให้ช้าลงและพยายามเดินคู่กับสุนัข ถ้าขณะใดที่สุนัขเผลอตัวไม่สนใน อาจกระตุกสายจูง คอยเตือนให้สุนัขสนใจในการฝึกช่วงต้น ๆ ควรให้สุนัขเดินในทางตรง จนกว่าจะเดินตามสายจูงได้ดีขึ้นจนน่าพอใจแล้ว จึงเริ่มต้นฝึกเดินเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับหลังหัน เดินวนเป็นรูปเลข 8 แล้วต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นจังหวะการเดินให้ช้าบ้าง เร็วบ้าง จนถึงวิ่งเหยาะ สลับกันไป การฝึกในระยะแรกควรใช้เวลาประมารณ 5 นาทีต่อไปก็ขยายเวลาออกไปถึง10-15 นาที หรือครึ่งชั่วโมง ประมาณ 6-7สัปดาห์สุนัขก็จะทำ ได้ดีซึ่งต่อไปสุนัขก็จะสามารถ เดินอยู่ในตำแหน่งชิดได้โดยไม่ต้องใช้สายจูง


2

การฝึกสุนัขให้นั่ง

หลังจากที่ได้ทำการฝึกสุนัขให้เดินได้แล้ว ต่อมาอีก 2-3 วันให้ทำการฝึกให้นั่ง การฝึกนั่งนี้ใช้ร่วมกับการฝึกเดิน เพราะท่านั่งของสุนัขจะต้องปฏิบัติต่อนื่องกับการเดิน คือการฝึกนั่งนี้จะสอนให้สุนัขรู้จักนั่งทันทีโดยอัตโนมัติเมื่อหยุดเดิน วิธีฝึกให้เริ่มต้นจากการพาสุนัขเดินอยู่ในตำแหน่งชิด มือขวาถือสายจูงและสุนัขเดินตามข้างผู้ฝึกอย่างเป็นระเบียบทางด้านซ้าย จากนั้นจึงสั่งให้สุนัขหยุดและออกคำสั่ง "นั่ง"พร้อมกันนี้ให้ใช้มือขวาดึงสายฝึกเล็กน้อย ใช้มือซ้ายกดลงที่สะโพกสุนัขเล็กน้อย การกดสะโพกของสุนัขให้ผู้ฝึกย่อตัวลงโดยที่เข่าจะต้องแนบไปกับลำตัวของสุนัข เมื่อสุนัขนั่งลงเรียบร้อยแล้วให้ผ่อนมือขวาที่ดึงสายจูงพร้อมกับชมเชยสุนัข และใช้มือตบที่ไหล่สุนัขเบา ๆ ถ้าสุนัขขัดขืนหรือทำท่าว่าจะลุกจากตำแหน่งให้สั่งว่า "ไม่" แล้วสั่ง "นั่ง" ซ้ำอีก ข้อสังเกตุในการฝึกให้สุนัขนั่งคือผู้ฝึกจะต้องไม่สั่งให้สุนัขนั่งในจุดเดิม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดของสุนัข

 

3

 

การฝึกสุนัขให้หมอบ

การฝึกให้สุนัขหมอบนี้จะทำต่อเนื่องกันไปจากการฝึกนั่ง แต่อย่างไรก็ตามสุนัขจะหมอบเมื่อเหนื่อยหรือต้องการพัก สุนัขจะไม่ชอบให้ใครสั่งว่า "หมอบ" ถ้าไม่ได้รับการฝึกมาก่อนเพราะการหมอบ ของสุนัขเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของการยอมรับความพ่ายแพ้ภายในฝูงซึ่งผลการยอมแพ้นี้จะทำให้ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นสุนัขที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง จะเรียนรู้คำสั่งหมอบนี้ยากมาก ดังนั้นผู้ฝึกต้องระมัดระวังสุนัขโกรธเมื่อมีการใช้กำลังบังคับ โดยเฉพาะในขณะที่ผู้ฝึกก้มตัวลงทำท่าทางหรือบังคับสุนัขควรใช้มือซ้ายช่วย ในการป้องกันสุนัขกัดที่หน้าหรือที่ขา และการฝึกให้สุนัขหมอบควรจะเป็นการฝึกหลังจากที่สุนัขและผู้ฝึกมีความเชื่อมั่นซึ่งกันและกันพอสมควร คำสั่ง "หมอบ" ใช้ร่วมไปกับสัญญาณโบกมือไปข้างล่างสุนัขจะต้องตอบรับ กับเสียงที่สั่งและสัญญาณมือ แล้วจะต้องหมอบโดยฉับพลันไม่ว่าจะอยู่ในท่านั่ง ยืน หรือเดิน วิธีการฝึกสุนัขจากท่านั่งชิดเป็นวิธีที่ดีที่สุด ครั้งแรกจะใช้ท่าทางและคำสั่งไปพร้อมกัน ให้ผู้ฝึกใช้คำสั่ง"หมอบ" พร้อมกับกดสายฝึกด้วยมือซ้ายให้สุนัขหมอบลงมือขวาทำสัญญาณหมอบ ถ้าสุนัขขัดขืนไม่ยอมหมอบให้ใช้มือขวาค่อย ๆ จับที่ใต้เท้าขวาของสุนัข ค่อย ๆ ลากไปข้างหน้าเพื่อให้สุนัขหมอบลงพร้อมกับออกคำสั่งซ้ำ ๆ จนกว่าสุนัขจะปฏิบัติได้ตามต้องการ อย่าใช้วิธีการผลักสุนัขให้นอนลง ให้จัดท่าทางขาหลังให้หมอบในท่าที่สวยงามไม่นอนขาไก่ย่างและเมื่อ สุนัขหมอบลงแล้วจึงสั่งให้ "คอย" อยู่กับที่โดยใช้มือซ้ายทำสัญญาณมือโดย แบฝ่ามือเข้าหาหน้าสุนัข หากเห็นว่าสุนัขจะเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่ง ผู้ฝึกจะต้องแก้ไข ทันทีโดยคำสั่ง "ไม่" แล้วจึงตามด้วยคำสั่งคอย การแก้ไขเมื่อสุนัขลุกออกจากตำแหน่งอย่าเคลื่อนเท้าของผู้ฝึกเองเพราะอาจทำให้สุนัขสับสน 


18

 

  1. การฝึกสุนัขให้คอย, การฝึกให้สุนัขยืน, การฝึกสุนัขให้มาหา

 


การฝึกสุนัขให้คอย

ถ้าจะให้สุนัขนั่งหรือหมอบอยู่ข้างเจ้าของนาน ๆ เวลาเจ้าของลุกไปทำธุระสุนัขอาจวิ่งตามอาจ ก่อให้เกิดความวุ่นวายและรำคาญที่สุนัขต้องตามตลอดเวลาดังนั้นการสั่งให้สุนัขคอยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด โดยวิธีการฝึกอาจทำได้ คือ เมื่อสุนัขนั่งหรือหมอบอยู่ ควรฝึกในท่านั่งหรือนั่งชิด เริ่มจากการสั่งให้สุนัขนั่งลงใช้มือซ้ายทำสัญญาณโดยหันฝ่ามือเข้าหาสุนัขพร้อมกับใช้คำสั่ง "คอยออกเสียงชัดเจนลากเสียงเล็กน้อยแล้วค่อย ๆ หมุนตัวกลับหันหน้าเข้าหาสุนัข ถ้าสุนัขไม่คอยแต่ลุกขึ้นต้องใช้คำสั่ง "ไม่แล้วจับตัวกลับไปนั่งที่เดิมแล้วเริ่มฝึกให้คอยใหม่อีกครั้ง คราวนี้ผู้ฝึกจะเคลื่อนตัวออกห่างไปประมาณ ก้าวหากสุนัขไม่ขยับตัวให้รีบชมเชยทันที เมื่อการฝึกดีขึ้นจึงถอยหลังเคลื่อนไปจนสุดสายจูง ผู้ฝึกสามารถสังเกตอาการของสุนัขได้ตลอดเวลาว่าสุนัขมีท่าทีที่จะลุกออกจากตำแหน่งหรือไม่ ขณะที่ผู้ฝึกกำลังเคลื่อนตัวออกห่างสุนัขไปจนสุดสายจูงให้เปลี่ยนสายจูงจากมือขวามาไว้ในมือซ้าย เมื่อหันหน้าเข้าหาสุนัขแล้วใช้แขนขวาโดยหันฝ่ามือยืดตรงไปยังหน้าสุนัข ถ้าสุนัขทำท่าจะลุกให้แก้ไขทันทีโดยใช้คำสั่ง "ไม่แล้วจึงตามด้วยคำสั่ง "คอย"หลังจากที่การฝึกมีการพัฒนามากขึ้นผู้ฝึกก็ไม่จำเป็นต้องเดินถ้อยหลังไปจนสุดสายจูงแต่สมารถเดินหันหลังให้สุนัขแล้วค่อยหันหน้ากลับมาหาสุนัขได้ เมื่อสุนัขสามารถคอยในระยะปลายสุดของสายจูงได้แล้ว ต่อไปก็ให้สุนัขคอยในขณะที่เจ้าของเดินวนรอบสุนัข โดยเดินวนไปทางซ้ายของสุนัขอ้อมไปหลังสุนัขแล้วกลับมายืนข้างหลังของสุนัข และยืนที่ปลายสายจูงถือสายจูงด้วยมือซ้าย หันหน้าเข้าหาสุนัขสั่งให้ "คอยแล้วเดินวนรอบสุนัขโดยผ่านทางซ้ายของสุนัขแล้วกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมที่ปลายสายจูงหันหน้าเข้าหาสุนัข ปฏิบัติซ้ำ ๆ จนกระทั่งสุนัขเข้าใจ สำหรับการฝึกสุนัขให้หมอบคอยก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการฝึกให้สุนัขนั่งคอย ต่างกันเพียงใช้คำสั่ง "หมอบแต่สำหรับการสั่งให้หมอบคอยจะไม่ใช้วิธีการเดินวนรอบตัวสุนัข แต่จะใช้วิธีการเดินข้ามตัวสุนัข โดยให้ผู้ฝึกยืนที่สุดสายจูงถือปลายสายจูงด้วยมือซ้าย หันหน้าเข้าหาสุนัขที่อยู่ในท่าหมอบ ต่อจากนั้นสั่งให้สุนัข "คอยให้ยกเท้าซ้ายข้ามสายจูง แล้วเดินข้ามตัวสุนัขไปจนสุดสายจูง แล้งจึงหันหลังกลับทางซ้าย ยกขาซ้ายคร่อมสายจูง แล้วเดินข้ามตัวสุนัขไปยังที่จุดเริ่มต้น หันหลังกลับทางซ้ายหันหน้าเข้าหาสุนัข การเดินข้ามตัวสุนัขนี้ต้องระวังอย่าแตะตัวสุนัขระหว่างการข้ามเพราะจะทำให้สุนัขลุกออกจากตำแหน่ง

 

 

9$4

การฝึกให้สุนัขยืน

สุนัขควรจะได้รับการฝึกให้ยืนให้ตรงจุดใดจุดหนึ่ง โดยไม่เคลื่อนที่ ถึงแม้ว่าจะมีคนแปลกหน้าเดินผ่านมาก็ตาม สุนัขจะไม่แสดงอาการดุร้าย หรือแสดงความกลัวออกมาให้เห็น การฝึกในท่ายืน ควรทำการฝึกในระหว่างที่สุนัขเดินในตำแหน่งชิดในสายฝึก ผู้ฝึกใช้มือซ้ายยื่นออกไปข้างหน้าโดยหันฝ่ามือเข้าหาหน้าของสุนัขพร้อมกับออกคำสั่ง "ยืน" และหยุด ส่วนมากเมื่อทำเช่นนี้สุนัขจะนั่ง เพราะเคยได้รับการฝึกให้นั่งมาก่อน แต่กรณีนี้ผู้ฝึกไม่ต้องการให้สุนัขนั่ง แต่ต้องการให้สุนัขยืน ให้รวบสายฝึกด้วยมือขวา กะประมาณให้พอที่จะหย่อนสายฝึกได้ แต่ต้องระวังอย่ากระตุกที่สายฝึกเพราะจะเป็นเหตุให้สุนัขนั่ง ให้หย่อนมือซ้ายลงข้างตัวสุนัข และให้สัมผัสกับส่วนหน้าของขาหลังขวาอย่างนุ่มนวล ถ้าทำเร็วพอก็สามารถทำให้สุนัขยืนได้โดยไม่ต้องยกตัวสุนัขขึ้นจากตำแหน่งนั่ง แต่ก็มีบ่อยครั้งที่สุนัขเบี่ยงตัวออก ในกรณีนี้ผู้ฝึกจะต้องปล่อยมือซ้ายข้ามหลังสุนัขไปสัมผัสกับส่วนหน้าของขาหลังซ้ายของสุนัข ให้ทำการฝึกเช่นนี้จนสุนัขเข้าใจ ซึ่งบางทีผู้ฝึกอาจต้องยกตัวสุนัขขึ้นหรือใช้สายฝึกลอดใต้ท้องสุนัขตรงใกล้กับขาหลัง ยกตัวสุนัขขึ้นเพื่อให้สุนัขยืน ซึ่งในไม่ช้าสุนัขก็จะเข้าใจความหมายของคำว่า "ยืน"

 

การฝึกสุนัขให้มาหา

การฝึกสุนัขให้มาหา ใช้สำหรับเรียกสุนัข ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะใดก็ตามเมื่อได้ยินคำสั่ง "มา" จะต้องมาหาผู้ฝึกโดยทันทีแล้วนั่งตรงหน้าของผู้ฝึก เมื่อผู้ฝึกสั่ง "ชิด" สุนัขจะลุกขึ้นแล้วเข้ามาอยู่ในตำแหน่งนั่งชิด ก่อนอื่นสุนัขต้องได้รับการฝึกให้นั่งและหมอบคอยมาก่อน ผู้ฝึกสั่งให้สุนัขคอยเกือบสุดสายฝึก แต่ระวังอย่าดึงสายฝึกจะเป็นเหตุให้สุนัขลุกขึ้น เมื่อหันหน้าเข้าหาสุนัขแล้วให้สุนัขคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสุนัขจะไม่ลุกจากตำแหน่ง ให้เดินถอยหลังไปช้า ๆ สองหรือสามก้าว แล้วสั่งให้สุนัข "มา" พร้อมกันนั้นให้ใช้มือซ้ายกระตุกสายฝึกเบา ๆ ในขณะเดียวกันก็ทำสัญญาณ "มา" ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่ให้ตบที่หน้าอกเพื่อกระตุ้นให้สุนัขมาหา ในขณะเดียวกันควรพูดให้กำลังใจให้สุนัขเข้ามาหา ถ้าสุนัขยังไม่เข้ามาหาก็อาจต้องเข้าไปอุ้มมายังที่ ๆ ผู้ฝึกยืนอยู่ หรือกระตุกสายฝึกเล็กน้อย ให้ปฏิบัติจนสุนัขเข้าใจคำว่ามา ทันทีที่สุนัขลุกขึ้นผู้ฝึกจะต้องยกย่องชมเชยเมื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง ทำการฝึกซ้ำอีกจนกว่าจะไม่จำเป็นต้องดึงสายฝึกอีก และสุนัขจะมาในทันทีที่ผู้ฝึกพูดว่ามา เมื่อสุนัขเข้ามาถึงตัวผู้ฝึกแล้วจะสั่งให้สุนัข "นั่ง" พร้อมกับใช้มือขวาจับที่สายฝึกแล้วกระตุกขึ้นเล็กน้อยสุนัขก็จะนั่ง เพราะเคยได้รับการฝึกให้นั่งตามคำสั่งมาแล้ว ต่อมาจึงให้สุนัขเดินเข้ามาชิด โดยออกคำสั่ง "ชิด" พร้อมกับดึงสายฝึกจูงให้สุนัขเดินเข้ามาหาโดยการใช้มือซ้ายตบโคนขาซ้ายของผู้ฝึกแล้วสั่งให้สุนัข"นั่ง" เมื่อสุนัขปฏิบัติได้ถูกต้องให้ชมเชยสุนัข

 

ฝึกสุนัข หลักสูตรพิเศษ

หลักสูตรพิเศษ ( เฝ้าบ้าน ) ฝึกสุนัขยาม,อารักขา ( GUARD DOG )

ฝึกวินัยในกับสุนัข เพื่อลดอันตรายที่อาจเกิดกับคนรอบข้าง และสุนัขที่ท่านรัก

บริการปรึกษาพฤติกรรมสุนัขและการเลี้ยงดู ฟรี

 

อัพเกรด การฝึกสุนัข

การฝึก ท่าเดินชิดเจ้าของ ท่านั่ง ท่า หมอบ การสั่งสุนัขคอย ยืน ท่าจับมือ การเรียกมาหา

การฝึกการควบคุม และปรับเปลียนพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสม ของสุนัขฝึก

การฝึกการขับถ่ายเป็นเวลา

การฝึกความน่ารัก การสวัสดี 2 ขา การคาบตะกร้า นอนกลิ้งตัว กระโดดข้ามสิ่งกีดยวาง

 

 

เพิ่มความเข้มขันของเนื้อหาขึ้นเรื่อยๆ หากเรื่องใดที่คุณไม่เข้าใจมาทบทวนได้ตลอดเวลา และจากการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่นี้? จะทำให้คุณสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว และที่สำคัญคือสามารถทำได้ด้วยตนเอง แถมยังทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่ออีกด้วย เช่น 
การใส่โซ่คอ
การใส่ปลอกคอ
การฝึกสุนัขให้เคยชินกับโซ่คอหรือปลอกคอ
การจับสายจูงสั้น
ท่าชิด
ท่านั่ง
ท่าหมอบ
ท่าคอย
ท่ายืน
ท่าหัน (ในสายจูง)
ท่าเดินคร่อมสุนัข
ท่าเดินอ้อมสุนัข
ท่าเดินข้ามสุนัข
ท่าทางหน้า 10 ก้าว ให้สุนัขคอย
ท่าทางหน้า 10 ก้าว ให้สุนัขหมอบ
ท่าทางหน้า 10 ก้าว ให้สุนัขยืน
ท่าทางข้าง 10 ก้าว ให้สุนัขคอย
ท่าทางข้าง 10 ก้าว ให้สุนัขหมอบ
ท่าทางข้าง 10 ก้าว ให้สุนัขนั่ง
ท่าทางข้าง 10 ก้าว ให้สุนัขยืน
ท่าทางหลัง 7 ก้าว ให้สุนัขคอย
ท่าทางหลัง 7 ก้าว ให้สุนัขหมอบ
ท่าทางหลัง 7 ก้าว ให้สุนัขนั่ง 
ท่าทางหลัง 7 ก้าว ให้สุนัขยืน 
ท่าจับมือ
ท่าอาย
ท่าเดิน 3 ขา (ขาเป๋)
ท่านั่ง 2 ขา และท่านั่งสวัสดี
ท่ายืนสูงหรือยืน 2 ขา
ท่าเต้นรำ
ท่านั่งเก้าอี้
ฝึกสุนัขไม่ให้ตะกายใส่คน
ฝึกสุนัขไม่ให้กัดกับสุนัขตัวอื่น
ฝึกสุนัขไม่ให้กลัวเสียงดัง
ฝึกสุนัขไม่ให้กินอาหารตกพื้น หรือของคนแปลกหน้า
ฝึกสุนัขให้ขับถ่าย
การขนย้ายเมื่อสุนัขบาดเจ็บ
การฝึกสุนัขขนาดเล็ก
ท่าเดินถอยหลัง
ท่าคลาน
ท่านอนตาย
ท่านอนตายแล้วลากไปทิ้ง
ท่าพลิกตัวหรือกลิ้งตัว
ฝึกสุนัขให้คาบของ
ฝึกสุนัขให้คาบลูกบอล
ฝึกสุนัขให้คาบตะกร้า
ฝึกสุนัขให้หาธนบัตร 
การออกกำลังกาย
ฝึกสุนัขให้กระโดด
ฝึกสุนัขให้ลอดท่อ
ฝึกสุนัขให้ไต่สะพาน
ฝึกสุนัขให้ไต่สะพานกระดก
ฝึกสุนัขให้วิ่งสลับซ้าย-ขวา (สลับฟันปลา) หรือวิ่งซิกแซก
ฝึกสุนัขให้กระโดดลอดบ่วงเปล่า บ่วงไฟ และบ่วงทึบ
ฝึกสุนัขให้กระโดดลอดหลายๆ บ่วง แล้วกระโดดกลับมาหาผู้ฝึก
ฝึกสุนัขให้กระโดดลอดบ่วงมือและบ่วงสายจูง
การฝึกสุนัขยามและสุนัขยามสายตรวจ
การฝึกขั้นกลาง (สายจูงยาว)
การฝึกขั้นสูง (ปลดสายจูง)
ท่าตรง (นอกสายจูง)
ท่าหัน (นอกสายจูง)
ท่าพักตามปกติ 
ท่าเตรียมพักและท่าพักแถว
ฝึกสุนัขให้ใช้ 2 ขาหลังกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง
ฝึกสุนัขให้เดินบนหลัก
ฝึกสุนัขให้เดินบนเชือก
ฝึกสุนัขให้คาบจานร่อน
ฝึกสุนัขให้ใช้ 2 ขาหน้าเดิน